ปล่อยให้น้ำหนักเกินเสี่ยงโรค

 

อย่าปล่อยให้น้ำหนักเกิน ถ้าไม่อยากเสี่ยงโรคเหล่านี้ 

น้ำหนักเกินมาตราฐานหรือคนที่รักในการทานอาหาร คงจะเข้าใจความสุขและความเพลิดเพลินในระหว่างที่เราได้ลิ้มรสอาหารจานโปรดมากมายได้เป็นอย่างดี เพราะมันเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่ว่าจะเอาอะไรมาเทียบก็คงยากจะลืมเลือน แต่ในขณะเดียวกันหลายคนก็อาจจะหลงลืมและมองข้ามไปว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหาร เหล่านั้นก็เป็นหนึ่งในสาเหตุหลัก ๆ ซึ่งสามารถส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำตาล ไขมัน หรือแป้งในปริมาณที่สูงมาก รวมถึงขาดการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานเหล่านั้นเป็นประจำ ทำให้เกิดการสะสมและกลายมาเป็นไขมันส่วนเกิน สาเหตุของการเป็น น้ำหนักเกินมาตราฐาน ตลอดจนปัญหาสุขภาพอีกมากมายซึ่งถูกจัดว่าเป็นหนึ่งในปัญหาระดับโลกด้วยนั่นเอง

 

ปัจจัยที่ทำให้เกิด น้ำหนักเกินมาตราฐาน

 


ถึงแม้ว่าในปัจจุบันนี้เราจะสามารถพบคนที่น้ำหนักเกินมาตราฐาน ได้มากมายในสังคมไทยแต่ก็ยังคงมีคนอีกจำนวนไม่น้อยเลยที่มองข้ามความน่ากลัวของโรคดังกล่าวไปแบบน่าเป็นห่วง ไม่ว่าจะด้วยความคุ้นชินหรือพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำให้หลายคนไม่สามารถดูแลตัวเองได้มากพอ จนเป็นเหตุให้สถิติของคนที่มีภาวะโรคอ้วนในประเทศไทยเราเพิ่มมากขึ้นในทุกปี ทั้งยังพบว่าจำนวนคนที่มีดัชนีมวลกายเกินกว่ามาตรฐานมีมากถึงร้อยละ 46.6 ของจำนวนประชากรและอาจจะมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอีกในปี 2567 ตลอดจนอาจจะมีผู้ป่วยโรคอ้วนที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ อีกด้วย ซึ่งความเสี่ยงที่ทำให้คนอ้วนหรือกลายเป็นโรคอ้วนนั้นก็สามารถแบ่งออกเป็นหลายปัจจัย ดังนี้

 

ปัจจัยภายในของการเกิดน้ำหนักเกินมาตราฐาน

     

  • เกิดจากกรรมพันธุ์ : การเกิดน้ำหนักเกินมาตราฐานอันเนื่องมาจากสาเหตุทางกรรมพันธุ์มักจะพบมากในผู้ป่วยที่มีอายุน้อย เนื่องจากถ้าพ่อและแม่ของเด็กมีภาวะของโรคดังกล่าวก็จะมีสิทธิส่งต่อความเสี่ยงต่อการเกิดโรคให้กับเด็กได้ด้วย ไม่เพียงเท่านั้นพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ก่อให้เกิดโรคของพ่อและแม่ ก็ยิ่งเป็นความเสี่ยงที่เพิ่มเปอร์เซ็นต์ให้เด็กเป็นโรคอ้วนได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นอาหารที่บริโภคหรือสภาพแวดล้อมต่าง ๆ
  • การทานยารักษาโรคบางชนิด : อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายคนต้องพบกับสถานการณ์ซึ่งต้องกลายเป็นคนอ้วนหรือมีความเสี่ยงต่อการเป็นน้ำหนักเกินมาตราฐานอย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ ก็คือเมื่อทุกคนจำเป็นจะต้องใช้ยาเพื่อรักษาโรคบางชนิด มันก็อาจจะตามมาด้วยผลข้างเคียงดังกล่าว เช่น ยาต้านอาการซึมเศร้าจำพวกพาโรเซทีนหรือยารักษาอาการโรคภูมิแพ้จำพวกไดเฟรนไฮดรามีนซึ่งจะกระตุ้นให้ผู้ป่วยรู้สึกหิวบ่อยนั่นเอง
  • ความผิดปกติของร่างกาย : ความผิดปกติของร่างกายที่ทำให้น้ำหนักเกินมาตราฐานตลอดจนเกิดภาวะน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติอาจจะเกิดได้จากการทำงานของระบบเผาผลาญที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือเกิดจากความผิดปกติอื่น ๆ เช่น ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงกับระบบเผาผลาญทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงกับร่างกายหลายด้าน หนึ่งในนั้นก็คือรูปร่างที่อ้วนท้วมขึ้นอย่างผิดปกตินั่นเอง
  • ภาวะความเครียด : อาจจะดูเป็นเรื่องที่ทำให้รู้สึก ‘ซวยซ้ำซวยซ้อน’ เพราะแค่ทุกคนมีภาวะความเครียดก็ดูจะทรมานมากพอสมควรอยู่แล้ว แต่ผลเสียของอาการดังกล่าวกลับไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องของสภาวะความเครียดเท่านั้น เพราะมันยังเป็นปัจจัยเสี่ยงซึ่งทำให้เกิดโรคอ้วนได้ด้วย เนื่องจากเมื่อร่างกายของคนเราเข้าสู่ภาวะเครียด มันจะทำให้ร่างกายต้องการพลังงานที่มากกว่าปกติอย่างอัตโนมัติ จึงเป็นสาเหตุที่หลายคนมักจะหิวมากอย่างห้ามตัวเองไม่ได้เมื่อเข้าสู่สภาวะเครียด โดยเฉพาะการบริโภคอาหารหรือขนมที่มีส่วนประกอบของน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูงซึ่งจะช่วยทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้ดี เช่น ช็อกโกแลต ชานมไข่มุก เค้ก เป็นต้น
  •  

ปัจจัยภายนอกของการเกิดน้ำหนักเกินมาตราฐาน

     

  • พฤติกรรมการบริโภคอาหาร : ปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้คนอ้วนทั้งยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นน้ำหนักเกินมาตราฐานมากที่สุดปัจจัยหนึ่งก็คือ ‘พฤติกรรมการบริโภคอาหาร’ เพราะคนเราจะต้องมีการทานอาหารเข้าไปในทุก ๆ วัน รวมถึงประเภทของอาหารในสมัยนี้ต่างก็มีรสชาติ หน้าตา และส่วนประกอบที่แสนจะเย้ายวนใจให้ยากต่อการปฏิเสธที่จะได้ลิ้มลองอาหารเหล่านั้นเข้าไป ดังนั้นเมื่อเรามีการบริโภคอาหารพลังงานสูงเข้าไปเป็นจำนวนมาก เกินกว่าพลังงานที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน มันจึงทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญพลังงานเหล่านั้นได้ทันนั่นเอง ซึ่งอาหารและเครื่องดื่มที่เป็นต้นเหตุของโรคอ้วนก็มีอยู่มากมาย เช่น น้ำอัดลม, อาหารทอด, อาหาร Fast Food, ชานมไข่มุก, ขนมปังขาว, ผลิตภัณฑ์ที่มีเนยเป็นส่วนประกอบ เป็นต้น
  • ขาดการออกกำลังกาย : อีกหนึ่งปัจจัยที่ต่อเนื่องมาจากปัจจัยการเกิดน้ำหนักเกินมาตราฐานในข้อแรกก็คือการออกกำลังกาย เนื่องจากคนเราจะมีระดับพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวันประมาณ 1500 - 2000 กิโลแคลอรี่ในผู้หญิง และประมาณ 2000 - 2500 กิโลแคลอรี่ในผู้ชาย แต่อาหารที่เราบริโภคเข้าไปในหนึ่งวันกลับมีปริมาณแคลอรี่รวมกันแล้วมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการไปหลายเท่าตัว เช่น ข้าวมันไก่ทอด 1 จานจะมีปริมาณแคลอรี่ในอาหารเท่ากับ 695 กิโลแคลอรี่ ในขณะที่ชานมไข่มุก 1 แก้วจะให้พลังงานประมาณ 300-400 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นเมื่อคนเราไม่มีการออกกำลังกายเพื่อกำจัดปริมาณแคลอรี่ส่วนเกินเหล่านั้นออก มันจึงทำให้เกิดการสะสมและกลายมาเป็นความเสี่ยงของการเกิดน้ำหนักเกินมาตราฐานได้ในที่สุด
  •  

 ความเสี่ยงและอันตรายจากน้ำหนักเกินมาตราฐาน 

 

นอกจากผลกระทบทางด้านจิตใจและรูปลักษณ์ร่างกายภายนอกที่เกิดขึ้นเมื่อเรากลายเป็น น้ำหนักเกินมาตราฐานแล้วนั้น ความอันตรายจากโรคดังกล่าวก็ยังมีอยู่อีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตรวมถึงส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้อีกหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อตลอดจนไขข้อที่ต้องรับน้ำหนักเป็นจำนวนมากในแต่ละวัน หรือมักจะมีอาการเหนื่อยง่ายเป็นอุปสรรคต่อการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน รวมไปถึงนำมาซึ่งการเกิดโรคร้ายและภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายได้ เช่น

 

  • ส่งผลกระทบต่อไต เสี่ยงต่อการเป็นโรคไตเรื้อรัง
  • โรคเบาหวาน
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • โรคไขมันในเลือดสูง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด
  • โรคนิ่วในถุงน้ำดี
  • ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ
  • เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหาร
  • โรคไขมันพอกตับ
  • กรดไหลย้อน
  • และอื่น ๆ
  •  

วิธีคำนวณดัชนีมวลกาย-BMI ที่ทำได้ด้วยตัวเอง 

การตัดสินว่าคนคนหนึ่งจะเป็นน้ำหนักเกินมาตราฐานหรือไม่ ไม่ได้พิจารณาแค่ว่าคนนั้นเป็นน้ำหนักเกินมาตราฐานหรือเปล่าเท่านั้น เพราะสิ่งที่จะบอกได้ดีก็คือการตรวจวัดระดับน้ำตาลและค่าดัชนีมวลกาย หรือ Body Mass Index (BMI) เป็นวิธีการตรวจสอบตลอดจนสังเกตความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอ้วนที่ง่ายและสามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยวิธีการตรวจสอบค่าดัชนีมวลกายก็สามารถทำได้โดยนำน้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ÷ ส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ตัวอย่างเช่น นางสาว A มีน้ำหนัก 89 ในขณะที่มีส่วนสูง 157 เซนติเมตร จะสามารถคำนวณหาค่าดัชนีมวลกายได้ดังนี้ (สูตรการคำนวณนี้นิยมใช้สำหรับการตรวจวัดความเสี่ยงในกลุ่มของคนที่มีอายุ 20 ขึ้นไป)

 

ดัชนีมวลกาย-BMI

= 89 ÷ (1.57 x 1.57)

= 89 ÷ 2.4649

= 36.10

 

เมื่อเราได้ทำการหาค่าดัชนีมวลกาย-BMI ของตัวเองกันได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็คือการนำเอาตัวเลขที่ได้ไปเทียบกับค่ามาตรฐานของค่าดัชนีมวลกาย-BMI ที่ควรจะเป็น เพื่อตรวจสอบดูว่าเรามีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนหรือไม่ โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

  • ค่า BMIน้อยกว่า 18.5 จัดอยู่ในเกณฑ์น้ำหนักน้อยหรือผอม
  • ค่า BMI 18.5-22.90 จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • ค่า BMI 23-24.90 จัดว่าน้ำหนักเกิน
  • ค่า BMI 25-29.90 จัดว่าเป็นโรคอ้วนระดับที่ 1
  • ค่า BMI 30 ขึ้นไป จัดว่าเป็นโรคอ้วนระดับที่ 2

 

ถึงแม้ว่าน้ำหนักเกินมาตราฐานจะเป็นกันได้ง่าย ๆ และยังคงมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับอาการของโรคดังกล่าว หรือมีความเสี่ยงของโรคที่เกิดจากน้ำหนักเกินมาตราฐานแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางรักษาหรือป้องกันไปเสียทีเดียว เพราะเราทุกคนสามารถเลือกที่จะออกกำลังกายเพื่อสุขภาพที่ดี ทั้งยังสามารถเลือกบริโภคอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการรวมถึงเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายได้หลากหลาย งดการทานอาหารที่มีปริมาณพลังงานสูงเกินความต้องการ งดมัน งดทอด งดน้ำตาล 



ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ผิวแห้ง คัน ในผู้สูงวัย ป้องกันได้

อาหารปลอดภัย สูงวัยใส่ใจคุณภาพ

รวมไอเดียกิจกรรมผู้สูงอายุที่่น่าสนใจ